รีวิว Mission Impossible : Fall out

 

 

สวีดัสสวัสดีทุก ๆ ท่านวันนี้ขอเชิญพบกับการรีวิวหนังบู๊ลุยแบบไม่คิดกันนะครับ ไม่รู้ว่ายังมีคนรออ่านรีวิวเรื่องนี้กันอยู่ไหม๊ เพราะที่อื่นเค้ารีวิวกันจน มิชชั่นภาค 7 จะมาละ 5555555 สารภาพเลยว่าตลอดทั้งอาทิตย์นี่คือกล้ำกลืนฝืนทนมองที่อื่นตาปริบๆ วันนี้เลยตื่นแต่เช้า อาบน้ำโรยแป้งเย็นโพรเท็กตามตัวทาให้ทั่วโดยเฉพาะตรงซอกไข่ แล้วตรงดิ่งไปโรงหนังเพื่อดูรอบแรกทันที ก่อนดูก็รู้ว่าหนังมันสนุกแน่ๆ แต่ไม่คิดว่ามันจะดีขนาดนี้ ส่วนตัวขอยกให้เป็นมิชชั่นภาคที่ดีที่สุด บทยังคงสไตล์ความเป็นมิชชั่นคือพลิกไปพลิกมา และแอคชั่นยังคงจัดหนักจัดเต็มแบบไม่ให้พักหายใจหายคอเลย

 

รีวิว Mission Impossible : Fall out

 

เรื่องย่อ ภาคนี้ อีธาน ฮันท์ ต้องเดินหน้าชิงเอาพลูโตเนียม ระเบิดที่มีพลังทำลายล้างสูงพอๆกับเมียตอนโมโหหิว มาให้ได้ก่อนที่ระเบิดจะทำงาน จริงๆพลอตหลักมันมีแค่นี้แหละนะ แต่ด้วยความที่มันคือหนังมิชชั่น มันเลยเล่าไม่เหมือนชาวบ้านชาวช่องเค้า ตัวละครในหนังบอกตรงๆเลยนะว่าแม่งคบไม่ได้ซักคน ถ้าไปนั่งเล่นเก้าเกกับคนพวกนี้ผมว่ามีบ้านต้องขายบ้าน มีเมียต้องขายเมียอ่ะ คือแม่งเนียนจนน่ากลัว คาดเดาและเชื่อถือไม่ได้ซักคนเลย 55555555555 หนังเล่าเรื่องแบบเข้าใจง่ายไม่มีอะไรให้ต้องคิดเยอะ คือหนังแบบนี้ถ้ามันเล่าไม่สนุกนี่คือจะน่าเบื่อไปเลยนะ แต่ทว่าระดับมิชชั่นนี่ต้องยอมใจว่า ทำถึงและเดินเรื่องได้สนุกมาก

ในส่วนตัวผมเคยดูแต่ละภาคในซีรี่ส์นี้แค่รอบเดียว เลยอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ถ้าดูซ้ำ (และความจริง Fallout คงเป็นภาคเดียวที่ควรดูทุกภาคมาก่อนอีกสักรอบ หรืออย่างน้อยก็ภาค 5 Rogue Nation เพราะมันแทบภาคต่อตรงๆมาเลย) แต่ส่วนตัวตอนนี้ผมยังชอบภาค 4 Ghost Protocol กว่าหน่อย จากการที่ผู้กำกับ แบรด เบิร์ด เอาประสบการณ์กำกับอนิเมชั่นมาใช้ จนฉากแอ็คชั่นเขามีทั้งอารมณ์สนุกสนาน ทั้งความหัวครีเอทในการสร้างฉากแอ็คชั่นมาก ยิ่งฉากสู้สุดท้ายในโรงจอดรถภาคนั้น ให้อารมณ์ฉากไคลแม็กซ์หนัง Pixar อย่างใน Toy Story 2 หรือ Monsters Inc. เลย

 

รีวิว Mission Impossible : Fall out

 

ส่วนภาค Fallout ผมก็ยังชอบสูสีตามมาติดๆ และพูดได้เลยว่ามันน่าจะเป็นภาคที่ทะเยอทะยานที่สุดในซีรี่ส์แล้ว จากการที่มันพยายามจะขมวดความเป็นซีรี่ส์นี้ทั้งซีรี่ส์เข้ามารวมในภาคเดียว จนบางทีชวนซึ้งกระแทกใจได้อย่างไม่คาดคิด ภาคนี้ดึงตัวละครในอดีต, บางพล๊อตค้างคา, ภาพจำแอ็คชั่นที่ผ่านมา, และประเด็นเก่าๆเรื่องตัวตนการต้องเป็นสายลับที่ถูกต้องในโลกของซีรี่ส์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตัวตนของการต้องเป็น อีธาน ฮันท์ ที่มาพร้อมความสามารถกับหน้าที่หนักอึ้ง ทำให้หนังมีความรู้สึกเป็นปลายทางของทุกภาคที่ผ่านมามาก จนอัดแน่นยาวถึงสองชั่วโมงครึ่ง ราวกับจะทำภาคนี้เป็นภาคสุดท้ายแล้ว นี่นึกภาพไม่ออกเลยว่าภาคหน้าจะเป็นอย่างไรต่อ ต้องติดตามที่ เว็บดูหนัง

 

รีวิว Mission Impossible : Fall out

 

รีวิว Mission Impossible : Fall out

เมื่อเริ่มฉากแรก หนังนำเสนอบททดสอบทางศีลธรรม ว่าควรเสียสละชีวิตบริสุทธิ์ชีวิตหนึ่งในตอนนี้ แลกกับการรักษาอีกหลายพันกว่าชีวิตในตอนหลังหรือไม่ และหนังจะวนเวียนอยู่กับคำถาม dilemma นี้ไปตลอดทั้งเรื่อง ไม่ว่าจะในรูปแบบส่วนตัวมาก ไปจนถึงความเป็นความตายของทั้งโลก โดยเสริมขนานไปกับแผนการของผู้ร้ายและประวัติที่มีมายาวนานของตัว อีธาน ฮันท์ เอง (มีคนตั้งคำถามว่าฮันท์จะยังภักดีได้อย่างไรต่อองค์กรที่ให้เขายอมเสียสละมากมายและปัดเขาออกห่างหลายครั้ง)

 

 

ความเป็นมาอันนั้นเองที่น่าจะทำให้ภาคนี้มีเนื้อเรื่องดีที่สุดของซีรี่ส์ และยังเป็นภารกิจที่มีความลึกซึ้งทางอารมณ์ที่สุดด้วย จนฉากแอ็คชั่นดุดัน (ที่มักแฝง dilemma นั้นในรูปแบบต่างๆเยอะบ้างน้อยบ้าง) ต่างมีน้ำหนักดราม่าและความชวนลุ้นมากขึ้นไปอีก จะเห็นได้จากการที่องค์สามของหนังมีการเผยปมบางอย่าง ที่ตัวละครต่างทำตามหลักความเป็นจริง ที่เอาจริงก็เรียบง่ายและไม่น่าแปลกใจเท่าไร แต่มันมีความมองโลกเป็นผู้ใหญ่สูงมากๆสำหรับแนวหนังแอ็คชั่นบล็อคบัสเตอร์ จนมันกระแทกใจตลอดทั้งองค์สามให้เกือบน้ำตาตกในตอนจบเลย

 

 

สิ่งที่ทำให้ฟังดูเป็นหนังดราม่าหนักๆ ก็ขอเสริมว่าปมนั้นแฝงอยู่ในไคลแม็กซ์หนัง ที่เล่าแอ็คชั่นสามเส้นเรื่องพร้อมๆกันได้ดุดันรัวเร็วแทบไม่ทันหายใจ และหนึ่งในเส้นเรื่องแอ็คชั่นนั้นก็มีการใช้ IMAX ได้ตื่นตาเกือบเทียบเท่าฉากปีนตึกสูงในภาค 4 เลย โดยรวมแล้วผมอาจยังชอบแอ็คชั่นภาค 4 กว่าหน่อย แต่การดีไซน์ของภาคนี้ที่ให้สตั้นสมจริง ดูกระแทกแรงจริง มาเจอกับการปล่อยแอ็คชั่นรัวๆใส่อีธาน ฮันท์แทบไม่ได้หยุดหย่อน ก็ชดเชยพอสู้การกำกับภาค 4 ได้อยู่ จริงๆเอาแค่ฉากแอ็คชั่นใหญ่สองฉากแรก คือฉากกระโดดร่ม HALO วันเทคชวนหยุดหายใจ กับฉากสู้ต่อยหนักหน่วงชวนสะเทือนตามในห้องน้ำ ก็แทบจะเป็นฉากชูโรงหรือฉากไคลแม็กซ์ในหนังแอ็คชั่นเรื่องอื่นได้เลย แต่สำหรับเรื่องนี้เหมือนหนังเพิ่งวอร์มอัพเสร็จเท่านั้น

แล้วก็การทำตัวเป็นเหมือนหนังภาคขมวดซีรี่ส์เอง ก็ทำให้หนังมีมุมอ้างถึงประวัติตัวเองเบาๆจนเข้าขั้นหยอกเย้าในบางที ไม่ได้เครียดไปหมดถึงเดิมพันจะสูงกว่าทุกภาค ตั้งแต่ มีตัวละครดูถูกการใช้หน้ากากปลอมตัวของหน่วย IMF (มีใครเชื่อมุกนี้กันด้วยเหรอ?) สีหน้าไม่อยากเชื่อจากทั้งฝั่งพระเอกกับผู้ร้าย ตอนเห็นสถานการณ์มันซ้อนกัน impossible มากขึ้นเรื่อยๆตลอดเวลา และตอนเห็นว่า อีธาน ฮันท์ แทบไม่เคยปฏิเสธจะข้ามความ impossible นั้นทุกครั้ง ไปจนถึงการที่หนังดูจงใจยังไม่ให้มีฉากท่าวิ่งสุดแรงประจำตัวของฮันท์ (ที่ความจริงแล้วก็คือท่าวิ่งประจำตัวของ ทอม ครูซ น่ะนะ) อยู่นาน แล้วมาปล่อยเต็มที่ในภายหลัง โดยปล่อยยาวๆอย่างปั่นความอลังการมากขึ้นเรื่อยๆจนหนังน่าจะต้องมีความรู้ตัวเอง (self-aware) เกี่ยวกับตัวมันนอกเนื้อเรื่องหนังแน่นอน ติดตามได้ที่ เว็บดูหนังไม่มีโฆษณา

 

 

แล้วก็เวิร์คสองเลเวล เพราะมองในตัวเรื่อง จุดนั้นเองก็เป็นช่วงที่เรื่องกำลังตื่นเต้นมาก แต่ถ้ามองนอกตัวหนัง ในฐานะที่ภาคนี้ดูจะขมวดตัวตนความเป็นฮันท์ทั้งซีรี่ส์เข้าไป มันก็มีความยั่วเหย้า แบบยังเห็นใจในการต้องเผชิญภารกิจที่ราวกับแบกโลกทั้งใบ ที่ความ impossible ถาโถมรุมเข้ามาทุกทิศทาง ยิ่งปลายทางฉากวิ่งกลับพลิกเป็นอารมณ์ตกต่ำ แล้วถ่ายไกลให้เห็นฮันท์เป็นร่างเล็กท่ามกลางพื้นหลังกว้างใหญ่ ก็ยิ่งขับเน้นว่าในความเป็นไปไม่ได้ทั้งหมดที่เขาได้เคยทำมา (และทำเยอะมากในภาคนี้จนชวนรู้สึกร่างแตกสลายแทน) อีธาน ฮันท์ก็ยังเป็นเพียงมนุษย์มีเลือดเนื้อคนหนึ่งเท่านั้น

ในสิ่งที่ผมชอบมากในหนังคือดนตรีประกอบและซาวด์เสียงที่ใส่เข้ามาบิ๊วในแต่ละฉาก คือถ้าหนังเรื่องนี้เป็นผู้หญิง ผมคงนอนถอดเสื้อผ้าแผ่หลาให้เธอจัดการบรรเลงตามสบายเลย เพราะบิ๊วหนักและชวนให้รู้สึกได้โคตรถึงใจ ท่วงทำนอง ตื้อ ดือ ดือออออ ตื้อ ดือ ดือออออ ตื้อ ดือ ดือออออ ตือ ดึ๊ด! นี่ได้ยินทีไรมันหึกเหิมบอกไม่ถูก ส่วนตัวผมชอบภาคสามมาก แต่พอได้มาเจอภาคนี้ต้องรับเลยว่าของแม่งโคตรดี โดยเฉพาะแอคชั่นในช่วงครึ่งชั่วโมงสุดท้ายนี่คือโคตรสุดพลัง แล้วคือดูแบบ imax แบบไม่ต้องใส่แว่นนี่คือโคตรดีอ่ะในฉากนั้น เรียกได้ว่าเป็นหนังที่ใช้ประสิทธิภาพของความ ใหญ่ยาว ซอยหนักของโรง imax ได้โคตรสุด

 

 

ฉากแอคชั่นใน Fall out ต้องยอมรับว่าเค้าใส่ใจในทุกๆฉากจริงๆนะ คือไม่ได้ใส่มาแบบสุ่มเจ็ดสุ่มแปด แต่ทุกฉากแอคชั่นที่ยัดลงมาในหนังมันคือ ซีนที่น่าจดจำหมดเลย อย่างที่บอกไปว่าฉากตอนท้ายนี่คือ บ้ามากจริงๆ ภาคนี้จัดหนักมาแบบนี้ผมว่าภาคหน้าที่กดดันเลยนะ อาจได้เห็น อีธาน ฮันท์ ไปกู้ระเบิดบนดาวลูกไก่ให้ทันเวลาทั้ง 7 ดวงแน่ๆเลย เพราะมิชชั่นถ้าใครดูมาทุกภาค จะรู้ว่า มุขเล่นกับเวลานี่หาใครเลียนแบบยาก คือรู้ทั้งรู้ว่าทันแน่ๆ แต่มันอดไม่ได้ที่ต้องเกร็งนิ้วตีน จิกจนนิ้วก้อยกูจะเป็นตะคริวเพื่อเอาใจช่วย อีธาน ฮันท์

ส่วนการแสดงของ ทอม ครูซ ต้องโค้งงามๆแล้วยกตัวขึ้นมาพนมมือกราบแบบสวยๆซัก 17 ที ให้เฮียแก อายุอานามอีก 4 ปี จะ 60 แต่พี่แกวิ่งหน้าตั้งอย่างกับเด็กประถมแข่งวิ่งเปรี้ยวตอนกีฬาสี สิ่งที่ทำให้หนังมันไปสุดได้ขนาดนี้ ส่วนหนึ่งต้องยกความดีความชอบให้เสน่ห์ ของ เฮียแก ที่ไม่ลดลงเลย

 

 

เป็นหนังที่ต้องดู! ให้ได้ ถ้าไม่ดูนี่คือพลาดอย่างแรง จัด Imax ได้ก็จัดซะ คุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ รอบสอง มีแน่นอนสำหรับผม รอคนซาๆก่อน ส่วนตัวยกให้เป็นว่าที่หนังแอคชั่นแห่งปีได้เลย พักหลังมา ไม่ได้ให้ 10 มานานละแต่เรื่องนี้ต้องยอม เพราะของเค้าดีจริงๆ ชอบซีนไลล่ากลางเมืองกำกับออกมาได้ดีมาก สนุกไหลลื่น ระทึกลงตัว ฉากแอ็คชั่นเฮลิคอปเตอร์ช่วงท้ายเรื่องก็กำกับดี ถ่ายออกมาได้สวย แต่จังหวะมันยังไม่พีคนักไม่ค่อยลงตัว โดยเฉพาะช่วงท้ายซีนนี้ดูแล้ว เหมือนหาทางจบของซีนได้ไม่ค่อยดีนัก เข้าใจว่าถ่ายยากจริง ๆ แต่ถ้าได้ ผกก. มือเก๋า ๆ มาทำซีนนี้มันน่าจะออกมาลงตัวได้มากกว่านี้ มีแอบขัดใจช่วงท้ายซีนถึงขนาดไม่ค่อยชอบเลยล่ะ

และหากชอบบทความนี้ อยากติดตามการรีวิวหนัง สปอยหนัง ไม่ว่าจะเป็น หนังใหม่ หรือ หนังมาแรง ทุกเรื่อง ทุกแนว ได้ที่ เว็บรีวิวหนัง